ต้องยอมรับว่าการบูลลี่ (Bullying) มีมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ แต่คนสมัยก่อนมักเก็บกดเอาไว้ ไม่บอกให้ใครรับรู้เพราะเกรงว่าจะโดนดูถูกหรือเหยียบย่ำซ้ำเติม ว่าปวกเปียกอ่อนแอ ด้วยเห็นเป็นเรื่องหยอกล้อกันธรรมดา หรือด้วยเกรงกลัวอิทธิพล
แต่ปัจจุบัน การแสดงจุดยืนของตนเองเริ่มเป็นที่แพร่หลาย มีองค์กรและสื่อต่างๆเข้ามามีส่วนร่วมและเป็นกระบอกเสียง รณรงค์ให้ลด ละ เลิกพฤติกรรมอันน่ารังเกียจนี้ แต่ด้วยรากฐานความเคยชินที่มีมาช้านาน การจะกำจัดพฤติกรรมนี้ให้หมดไปจากสังคม ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยหากทุกคนร่วมมือกัน
บูลลี่ทำไม? คนแบบไหนถึงบูลลี่คนอื่น?
1. คนที่มีความสุข ชีวิตดี เป็นที่รัก มีครอบครัวอบอุ่น ย่อมไม่บูลลี่คนอื่น
บูลลี่ (Bully) ส่วนใหญ่ เป็นคนที่ไม่มีความสุข ไม่เป็นที่รัก มีความทุกข์เป็นพื้นฐานในการใช้ชีวิต อาจด้วยเคยโดนบูลลี่มาก่อน ครอบครัวไม่อบอุ่นจึงอยากระบายอารมณ์ แสดงอิทธิพลที่ไม่สามารถแสดงออกได้ในครอบครัว ต้องการประกาศศักดาให้โลกได้รับรู้
2. คนที่มีมารยาท รู้กาละเทศะ มีคุณธรรมจริยธรรม ย่อมไม่บูลลี่คนอื่น
บูลลี่ (Bully) ส่วนใหญ่ เป็นคนไม่มีมารยาท ไม่รู้จักคิดก่อนพูด ด้วยไม่เคยมีใครเป็นตัวอย่างในทางที่ดี หากคนเหล่านี้เติบโตมาหรือแวดล้อมไปด้วยคนที่มีคุณธรรมจริยธรรม ย่อมรู้กาละเทศะว่าอะไรควรพูดหรืออะไรไม่ควรพูด อะไรควรทำหรือไม่ควรทำ รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา
จะรับมือการโดนบูลลี่ได้อย่างไร?
เมื่อมองลงไปลึกๆจนถึงแก่นของคนที่บูลลี่เรา จะเห็นได้ว่าคนเหล่านี้เป็นทุกข์ เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงคนอื่นได้ แต่เราเปลี่ยนแปลงตัวเราเอง เปลี่ยนวิธีมองและวิธีคิดของเราได้โดยใช้หลักเมตตา
การไม่เก็บคนเหล่านี้มาใส่ใจ ไม่ให้ความสำคัญกับพฤติกรรมเหล่านี้ ไม่ให้คุณค่า ไม่โต้ตอบ ไม่เล่นด้วย อยู่ให้ห่าง มีสติ ใจเย็นและวางเฉย ไม่ร้อนรนไปตามพฤติกรรมของเขาที่มีต่อเรา โฟกัสกับคนหรือเรื่องที่ทำให้เรามีความสุข จึงเป็นการแสดงปัญญาและมีเมตตาต่อตนเอง จะเพิ่มความสงบสุขในชีวิตได้ หากเขาเห็นว่าเขายั่วยุเราไม่ได้แล้ว เขาย่อมเลิกราไป
อย่าลืมว่าในโลกนี้ยังมีคนอีกแปดพันล้านคน อนาคตเราต้องเจอคนอีกมาก และคนเหล่านี้ก็ไม่ได้อยู่กับเราชั่วชีวิต เขาแค่ผ่านเข้ามาในช่วงเวลาหนึ่งแล้วจากไปเท่านั้น อย่าเสียเวลาของเราไปกับคนเหล่านี้ แต่หากเลี่ยงไม่ได้ จำเป็นต้องเจอหน้า ให้แสดงความเมตตาต่อเขา บอกเขาตามตรงว่าสิ่งที่เขาทำนั้นผิดและทำให้เราเสียใจ คนส่วนใหญ่เมื่อได้รับการบอกกล่าวตักเตือน ย่อมพัฒนาตนเองและเลิกพฤติกรรมเหล่านั้นได้ แต่หากเจอคนที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ให้ใช้ความกล้าหาญเดินออกมา เราไม่จำเป็นต้องอยู่ให้เขารังแก เราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เราเลือกชีวิตในภายภาคหน้าของเราได้
เมื่อเห็นทุกข์จึงเห็นธรรม
หากมองในแง่ของเวรกรรม ปัจจุบันกรรม เป็นผลมาจากอดีต และอนาคตเป็นผลจากปัจจุบัน หากมองเขาว่าเป็นเจ้ากรรมนายเวรของเรา ให้สวดมนต์อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้เขามีความสุข หากเขาหมดหนี้เวรกรรมกับเราแล้ว เขาย่อมไปตามทางของเขา ถือว่าสิ้นเวรสิ้นกรรมต่อกัน
หากเรามีบุญกุศลเป็นเครื่องชี้นำ มีบุญกุศลเป็นที่ตั้ง ไม่เบียดเบียนรังแกผู้อื่น ย่อมตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ หากจวนเจียนจะพลาดพลั้งตกอยู่ในอันตราย ก็จะมีกุศลผลบุญคอยปกปักรักษาเอาไว้
ขอให้ระลึกรู้เอาไว้เสมอว่า มารไม่มีบารมีไม่เกิด เขาเข้ามาในชีวิตเพื่อเป็นครูของเรา สอนให้เราไม่ทำพฤติกรรมน่ารังเกียจนี้กับผู้อื่น
ผู้มีเมตตาย่อมเป็นที่รัก
*****
“ทุกปัญหา มีทางออก ขอให้บอก พม.” พร้อมให้คำปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง สายด่วน 1300 ศูนย์ช่วยเหลือสังคม

ใส่ความเห็น